คำถามคำตอบอัมพาตครึ่งซีก

 

 

 

 

 



           

 

Q: อัมพาตซีกขวาและซีกซ้ายนอกจากอ่อนแรงคนละข้างแล้วมีข้อแตกต่างอย่างอื่นอีกหรือไม่

A: เมื่อสมองเกิดพยาธิสภาพ ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดสมอง(แตก/ตีบ/ตัน) หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ข้อบกพร่องทางร่างกายซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออาการอ่อนแรงของร่างกายทั้งซีกซ้ายและขวา สมองของคนเรามีหน้าที่ใหญ่ก็คือการควบคุมการเคลื่อนไหว โดยสมองซีกซ้ายควบคุมร่างกายซีกขวาและสมองซีกขวาควบคุมร่างกายซีกซ้าย แต่สมองในแต่ละซีกยังมีหน้าที่พิเศษเฉพาะตัวซึ่งเมื่อเกิดรอยโรคขึ้นจะทำให้การแสดงอาการของคนไข้นอกเหนือไปจากอาการอ่อนแรงแตกต่างกัน การทราบถึงหน้าที่ของสมองแต่ละซีก และผลกระทบเมื่อเกิดพยาธิสภาพ จึงเป็นสิ่งที่ญาติและนักกายภาพบำบัดต้องให้ความสนใจ และทำความเข้าใจมากเป็นพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการรักษา และการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมร่างกายซีกขวา จะมีหน้าที่เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจในภาษา การคำนวณตัวเลข ลำดับขั้นตอนในการทำงานหรือการทำกิจกรรมต่างๆ ความเข้าใจในความสัมพันธ์ต่อสิ่งต่างๆในเชิงของความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งอาการแสดงของผู้ป่วยก็คือจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ญาติพูด ไม่รู้ว่าจะพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการจะสื่อสารอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆเรียกว่าอะไร อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง คิดแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเป็นระบบไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ต้องการจะทำนั้นมีลำดับขั้นตอนในการทำอย่างไร เช่น จะหุงข้าว หรือ ปิดหน้าต่าง ต้องทำอย่างไร คำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ ในส่วนของสมองซีกขวา ซึ่งควบคุมร่างกายซีกซ้าย มีหน้าที่เฉพาะเกี่ยวข้องกับการรับรู้ตำแหน่งของตนเองต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว พฤติกรรมทางอารมณ์ ความสามารถทางดนตรี อาการแสดงของผู้ป่วยคือ จะไม่สนใจร่างกายซีกที่เป็นอัมพาต ไม่ค่อยสนใจอาการป่วยของตนเอง โดยคิดว่าตนเองไม่เป็นอะไรมาก ผู้ป่วยมักจะสับสน เพราะไม่รู้ว่าตำแหน่งที่ตนเองนอน นั่งหรือยืนอยู่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่นไร  ขาดความระมัดระวังตนเองซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยหกล้มบ่อย มีความผิดปกติในด้านการแสดงออกทางอารมณ์บางครั้งฉุนเฉียวง่าย ก้าวร้าว มักจะมีปัญหาขาดการยับยั้งชั่งใจบ่อยครั้งที่ทำหรือพูดอะไรมักไม่คำนึงถึงกาลเทศะ ความสามารถในการฟังดนตรีลดลง

 

Q: การทรงตัวคืออะไร การฝึกการทรงตัวในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกโดยการผลักไหล่หรือผลักลำตัวไปมาจะช่วยทำให้การทรงตัวดีขึ้นหรือไม่

A: การทรงตัว (balance) คือ ความสามารถที่ร่างกายสามารถรักษาและปรับเปลี่ยนจุดศูนย์กลางมวลของร่างกาย(center of mass)ให้อยู่ในฐาน (base of support) ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลก และแรงภายนอกจากปัจจัยต่างๆได้ หรือพูดง่ายๆก็คือความสามารถที่ร่างกายสามารถทรงท่าทางของตนเองให้ตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้ม เมื่อเราต้องทำกิจกรรมต่างๆภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ในคนปกติร่างกายจะมีการปรับการทรงตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราต้องขึ้นมาอยู่ในท่าที่ต้านแรงโน้มถ่วงโลกโดยผ่านการทำงานของกล้ามเนื้อกลุ่มทรงท่าต่างๆ เมื่อเราต้องขยับตัวทำกิจกรรมต่างๆ ตำแหน่งของจุดศูนย์กลางมวลจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อมมือหยิบของ เดิน ก้มตัว กล้ามเนื้อทรงท่าเหล่านี้ต้องทำงานเพื่อให้เรายังทรงท่าอยู่ได้ฉะนั้นการฝึกการทรงตัวที่ดีก็ควรที่จะฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งของจุดศูนย์กลางมวลในขณะที่มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆโดยผ่านการทำกิจกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยอาจแบ่งกิจกรรมออกเป็นระดับตามความยากง่ายของกิจกรรมจึงจะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการทรงตัวได้ไวและดีขึ้น

            ขณะเดียวกันเรามักจะเห็นการฝึกการทรงตัวโดยการให้ผู้ป่วยนั่งแล้วผลักไหล่หรือผลักลำตัวผู้ป่วยไปมา เมื่อมองจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะต้องนั่งเกร็งต้านอยู่ตลอดเวลาที่ถูกผลัก ผู้ป่วยไม่สามารถเรียนรู้การเปลี่ยนตำแหน่งของจุดศูนย์กลางมวลเลยนอกจากเรียนรู้ว่าร่างกาย ต้องเกร็งต้านแรงผลักตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อลองให้ผู้ป่วยที่นั่งเองไม่ได้และผ่านการฝึกโดยถูกผลักไปมานั่งเอง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะนั่งเองไม่ได้ มีส่วนน้อยที่สามารถนั่งเองได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อลองให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ขยับร่างกายส่วนอื่นๆเช่นยกแขน ผู้ป่วยจะล้มทันที

            ในชีวิตประจำวันเราไม่ได้เคลื่อนไหวหรือเดินยืนอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงผลัก ไม่เคยมีใครมาผลักเราขณะที่เราทำกิจกรรมต่างๆตลอด24 ชั่วโมง เราอาจจะถูกระแทกหรือชนบ้าง แต่ร่างกายจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับจุดศูนย์กลางมวลให้ได้ ไม่ใช่เรียนรู้ที่จะเกร็งเพื่อสู้แรง เพราะหากร่างกายเกร็งเพื่อจะสู้แรงชน แม้ว่าจะเป็นคนปกติก็มีแนวโน้มที่จะล้มได้ง่ายอยู่ดี

 

Q: การออกกำลังกายขาในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเพื่อให้แข็งแรงเช่นการเตะถุงทรายจะทำ ให้การเดินดีขึ้นได้หรือไม่

A:  แนวทางการฟื้นฟูและออกกำลังกายในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจะต้องเน้นในเรื่องของการทำให้ร่างกายเกิดการเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่สูญเสียไปอีกครั้งควบคู่ไปกับการเพิ่มความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อต่างๆ ฉะนั้นรูปแบบของการออกกำลังกายจึงต้องอิงกับกิจกรรมที่ร่างกายต้องทำในชีวิตประจำวัน ต่างๆ หากเราเน้นแต่เพียงการเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่คำนึงถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวย่อมไม่ สามารถทำให้ร่างกายของผู้ป่วยฟื้นฟูไปในทางที่ดีขึ้นได้

            เมื่อเราวิเคราะห์หน้าที่ของขาในการเดินเราจะพบว่าขามีหน้าที่ต้องรับน้ำหนักของ ร่างกายเพื่อจะก้าวขาอีกข้างไปด้านหน้า ขณะเดียวกันขาที่รับน้ำหนักต้องสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกันเพื่อให้การเดินนั้นต่อเนื่อง ฉะนั้นการเตะถุงทรายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของขา ไม่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเดินดีขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นการนอนหรือการนั่งเตะ เพราะท่าการออกกำลังกายท่านี้ไม่มีส่วนใดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับท่าที่ร่างกายใช้ในการเดินเลย และน้ำหนักของถุงทรายก็เทียบไม่ได้กับน้ำหนักของร่างกายที่ขาของผู้ป่วยจะต้องรับ การเตะถุงทรายในขณะที่เตะผู้ป่วยจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าขาหรือออกแรงเพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่เวลาที่ผู้ป่วยเดิน กล้ามเนื้อหน้าขาจะต้องทำงานเป็นระยะเวลาที่นานกว่ามาก และลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อก็ไม่เหมือนกับการเตะถุงทรายในหลายครั้งเราพบว่าผู้ป่วยที่สามารถเตะถุงทรายที่มีน้ำหนักมากๆได้ดีแต่ไม่สามารถเดินได้ดีก็ เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกของท่าออกกำลังและท่าเดินไม่เหมือนกันการควบคุมร่างกายก็ต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมผู้ป่วยที่เตะถุงทรายได้เก่งแต่ยังคงเดินไม่ได้

            ท่าออกกำลังกายขาที่เหมาะสมในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกควรจะเป็นท่าที่ต้องใช้ขาในการ รับน้ำหนักของร่างกายเช่นการก้าวขึ้น-ลงพื้นต่างระดับ การฝึกการรับน้ำหนักขาข้างที่เป็นอัมพาต ท่าออกกำลังเหล่านี้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยจะเริ่มถูกฝึกให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้งาน จริงๆ

 


Q: ทำไมไหล่ข้างที่เป็นอัมพาตมักมีอาการเจ็บ

A: เมื่อผู้ป่วยเป็นอัมพาตอวัยวะที่มักจะสร้างปัญหาได้มากที่สุดก็คือแขน อันเนื่องมาจากแขนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เช่นเดิม จึงมักส่งผลต่อการเคลื่อนไหว และการดูแลของญาติ เมื่อการดูแลแขนทำได้ไม่เหมาะสมเรามักพบว่าอวัยวะที่มักมีอาการบาดเจ็บได้ง่ายที่สุดของแขนก็คือหัวไหล่อาการเจ็บหัวไหล่ในผู้ป่วยอัมพาตมักมาจากกลุ่มอาการที่เรียกว่า “การบาดเจ็บจากการกดเบียดของเส้นเอ็นที่อยู่เหนือกระดูกหัวไหล่ (impingement syndrome)

         สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการกดเบียดของเส้นเอ็นที่อยู่เหนือกระดูกหัวไหล่มี 2 กรณีคือ ตัวของผู้ป่วยเองที่ละเลยแขนข้างที่เป็นอัมพาต บ่อยครั้งเรามักจะเห็นว่าผู้ป่วยเคลื่อนไหวโดยไม่สนใจแขนข้างที่เป็นอัมพาตเช่นการพลิกตัวบนเตียง ผู้ป่วยก็มักจะปล่อยให้แขนของตนห้อยอยู่ทางด้านหลัง หรือการนอนก็นอนทับแขนหรือหัวไหล่ข้างที่เป็นอัมพาต การทำเช่นนี้นานวันเข้ากล้ามเนื้อและเอ็นที่หัวไหล่ก็จะถูกยืดหรือกดเบียดซึ่งทำให้ไหล่บาดเจ็บทีละน้อยอยู่ตลอดเวลา จนนำไปสู่ปัญหาอาการเจ็บไหล่

         กรณีที่ 2มักมีสาเหตุมาจากญาติที่ไม่เข้าใจวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้รักษาที่ไม่เข้าใจลำดับขั้นตอนในการเคลื่อนไหวของแขน สาเหตุจากญาติเรามักพบว่าญาติมักจะช่วยประคองผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการช่วยลุกยืน ช่วยประคองเดินโดยการจับบริเวณต้นแขนใกล้กับรักแร้แล้วดึงแขนผู้ป่วยขึ้น หรือบางครั้งญาติจับศอกหรือมือแล้วดึงผู้ป่วย การทำเช่นนี้จะทำให้กระดูกหัวไหล่ของผู้ป่วยเคลื่อนขึ้นแต่กระดูกสะบักของผู้ป่วยไม่เคลื่อนตาม ทำให้กระดูกหัวไหล่ไปกดเบียดกับเส้นเอ็นที่อยู่ด้านบนกระดูกหัวไหล่ ส่วนสาเหตุจากผู้ทำการรักษาไม่เข้าใจลำดับขั้นการเคลื่อนไหวของข้อไหล่โดยอาจลืมนึกไปว่า อวัยวะส่วนแรกที่มักจะต้องเคลื่อนไหวก่อนการยกแขนคือสะบัก เมื่อสะบักไม่ขยับกระดูกหัวไหล่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สุดเพราะถูกจำกัดด้วยกระดูกสะบัก ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นเหนือกระดูกหัวไหล่จากการกดเบียดได้ หลายครั้งที่มักเห็นผู้ทำการรักษาให้ผู้ป่วยดึงรอกด้วยมืออีกข้างโดยขาดการแนะนำที่ดี หรือยกแขนผู้ป่วยโดยไม่ดูการเคลื่อนไหวของสะบักซึ่งสาเหตุต่างๆเหล่านี้ มักเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่มีปัญหาการเจ็บหัวไหล่

 

 

Q: ไหล่หย่อนเป็นสาเหตุของอาการเจ็บไหล่ใช่หรือไม่

A: โครงสร้างของหัวไหล่ประกอบไปด้วยกระดูก 3 ชิ้นคือกระดูกสะบัก กระดูกไหปลาร้า และกระดูกต้นแขนและถูกหุ้มรอบๆด้วยกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ เนื่องจากอัตราส่วนระหว่างกระดูกต้นแขนมีขนาดใหญ่กว่าหน้าข้อของกระดูกไหปลาร้า กล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆหัวไหล่จึงมีหน้าที่เป็นตัวช่วยกระชับให้กระดูกต้นแขนหรือกระดูกหัวไหล่กระชับกับกระดูกสะบักมากขึ้น แต่เมื่อเกิดอัมพาตทำให้แรงดึงที่กระชับหัวไหล่ของกล้ามเนื้อเหล่านี้ลดลง ส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่าไหล่หย่อนเกิดขึ้น โดยมากการหย่อนของหัวไหล่มักจะไม่เกิน 1 ข้อนิ้วมือบางครั้งที่ดูเหมือนไหล่ของผู้ป่วยหย่อนลงมาเยอะนั่นเป็นเพราะท่าทางในการนั่งของผู้ป่วยที่ไม่ดีพอ หากผู้ป่วยนั่งตัวเอียงจะทำให้ดูเหมือนหัวไหล่หย่อนมากขึ้น แต่อาการไหล่หย่อนไม่ใช่สาเหตุของการเจ็บไหล่ สาเหตุที่แท้จริงของอาการเจ็บไหล่เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน กล่าวคือในไหล่ปกติ ขณะที่เรายกแขน กระดูกต้นแขนจะต้องเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับกระดูกสะบัก เมื่อเป็นอัมพาตกระดูกสะบักจะเคลื่อนไหวได้น้อยลงหรือไม่เคลื่อนไหวเลยจากการที่กล้ามเนื้อรอบๆสะบักอ่อนแรงและตึงรั้ง ส่งผลให้เมื่อยกแขนกระดูกต้นแขนจะเคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว เมื่อแขนถูกยกสูงขึ้นกระดูกต้นแขนจะไปชนกับกระดูกสะบักที่ไม่ยอมขยับตาม ส่งผลให้เส้นเอ็นที่อยู่ระหว่างกระดูกสะบักและกระดูกต้นแขนถูกกดเบียด เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆทำให้เส้นเอ็นบาดเจ็บเรื้อรังส่งผลให้เกิดอาการเจ็บไหล่ เมื่อเจ็บไหล่ผู้ป่วยจะยิ่งไม่ยอมให้ใครมาแตะหรือขยับให้ ทำให้เนื้อเยื่อรอบไหล่ติด ตึง รั้งทำให้ปัญหายิ่งบานปลายออกไป โดยมากอาการเจ็บไหล่จากสาเหตุนี้มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ป่วยละเลยแขนข้างที่เป็นอัมพาต การที่ญาติหรือคนดูแลไม่เข้าใจวิธีการดูแลแขนข้างที่เป็นอัมพาตของผู้ป่วย รวมถึงผู้ทำการรักษาไม่เข้าใจลำดับขั้นตอนในการเคลื่อนไหวของแขนอย่างดีพอ จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บและเป็นสาเหตุของอาการเจ็บไหล่ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

 

 

Q: ทำไมผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกมีอาการแขนและขาเกร็ง และมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร

A: ปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกและสร้างความวิตกกังวลให้กับทั้งญาติและ ผู้ให้การรักษาก็คืออาการเกร็งของแขนและขา สาเหตุที่สำคัญของอาการเกร็งก็คือ เมื่อสมองเกิดพยาธิสภาพจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางประการในเส้นใยกล้ามเนื้อ ทำให้จำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อลดลงและถูกแทนที่ด้วยโปรตีนซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกาว ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้ยังเกิดความผิดปกติของความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อบางมัดของข้างที่เป็นอัมพาตถูกกระตุ้นได้ง่ายโดยสมองไม่อาจควบคุมได้ ก่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปจากเดิมเช่นเมื่อหาวแขนจะเกร็ง การใช้งานผิดวิธี เมื่อออกแรงมากกว่าปกติหรือเมื่อร่างกายเสียสมดุลมักพบว่าแขนและขาจะเกร็งเพิ่มมากขึ้น ร่วมกับเมื่อเป็นอัมพาตร่างกายขยับได้น้อยลงยิ่งทำให้อาการเกร็งของแขนและขาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งเรามักพบว่าแขนของผู้ป่วยจะงอและกำมากจนกระทั่งไม่สามารถให้ผู้อื่นจับเหยียด ออกมาได้หรือขาเกร็งจนกระทั่งเคลื่อนไหวไม่สะดวก หากปล่อยไว้นานกล้ามเนื้อจะเสียสภาพและคุณสมบัติมากยิ่งขึ้นกลายเป็นเกิดการหดสั้นของใยกล้ามเนื้อ ซึ่งท้ายที่สุดผู้ป่วยจะไม่สามารถใช้งานแขนหรือขาได้อีกเลย ซึ่งอาการเกร็งของกล้ามเนื้อไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่เป็นปัญหาอาการหดสั้นของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการปล่อยทิ้งไว้นานร่วมกับการใช้งานที่ผิดวิธีที่เป็นสาเหตุให้แขนขาเกร็งมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาของกล้ามเนื้อเกร็งที่ได้ผลดีที่สุดคือการยืดกล้ามเนื้อและการใช้งานร่างกายให้ถูกต้อง หากผู้ป่วยมีอาการเกร็งมากขึ้นนั่นคือสัญญาณเตือนว่าผู้ป่วยได้รับการยืดกล้ามเนื้อน้อยเกินไป หรือไม่ถูกวิธี ญาติจะต้องช่วยยืดกล้ามเนื้อให้โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการยืดแต่ละครั้งคือไม่น้อยกว่า 30 วินาที- 2 นาทีแล้วแต่ความตึงของกล้ามเนื้อของผู้ป่วย และควรฝึกกระตุ้นให้ผู้ป่วยใช้งานร่างกายให้ถูกต้องเพราะการใช้ร่างกายไม่ถูกต้องร่างกายจะต้องใช้แรงมากขึ้น เมื่อการควบคุมกล้ามเนื้อผิดปกติดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็งมากขึ้น ญาติต้องกระตุ้นเตือนให้ผู้ป่วยนั่ง ยืน เดินให้ถูกวิธี จะทำให้อาการเกร็งของผู้ป่วยลดลงอย่างมาก เมื่อผู้ป่วยใช้งานร่างกายถูกต้องและแข็งแรงมากขึ้น การควบคุมกล้ามเนื้อจะทำได้ดี อาการเกร็งก็จะดีขึ้นในที่สุด

 

 

Q: ทำไมผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกกระดกข้อเท้าไม่ค่อยได้โดยเฉพาะเวลาเดิน

A: การทำงานของกล้ามเนื้อในแต่ละมัดของคนปกติไม่เคยต้องทำงานโดยกล้ามเนื้อมัดเดียว ในทุกๆกิจกรรมจะประกอบไปด้วยการทำงานของกล้ามเนื้อหลายๆมัดที่ต้องทำงานประสานสัมพันธ์กันเพื่อให้กิจกรรมการเคลื่อนไหวนั้นออกมานุ่มนวลที่สุด ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีความสัมพันธ์กันเป้นอย่างดีนั้นสิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดก็คือ “เวลา” ที่กล้ามเนื้อต้องทำงานจากจุดที่เริ่มต้นที่กล้ามเนื้อไม่ต้องทำงานไปจนถึงจุดที่กล้ามเนื้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในคนปกติขณะที่เราทำกิจกรรมการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกมัดจะทำงานร่วมกันเต็มที่ในระยะเวลาไม่ถึง 1 วินาที ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกนอกจากกำลังกล้ามเนื้อที่ลดลง สิ่งที่บกพร่องไปอีกหนึ่งอย่างก็คือ ความสามารถที่จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างเต็มที่ ณ ช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อนั้นต้องทำงาน ดังนั้นเราจะเห็นว่าแม้ผู้ป่วยจะสามารถกระดกข้อเท้าได้ดีแต่เมื่อเดินข้อเท้ากลับตกไม่สามารถ กระดกได้ก็เพราะสาเหตุในเรื่องของเวลาที่กล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าต้องทำงาน มันไม่สามารถทำงานให้ทันกับการเคลื่อนไหวได้ ในกล้ามเนื้อปกติกล้ามเนื้อทุกมัดจะมีความตึงตัวที่กล้ามเนื้อจะต้องมีเพื่อเตรียมพร้อมหากจะต้องทำการเคลื่อนไหว เราเรียกว่า "ความตึงตัวขณะพัก" ในกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตคุณสมบัติของใยกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนไปทำให้ความตึงตัวขณะพักลดลงหรือหายไป ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อมัดอื่นได้ทัน อีกสาเหตุสำคัญก็คือหากกล้ามเนื้อกลุ่มตรงข้ามในการกระดกข้อเท้าตึงก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถกระดกข้อเท้าในขณะเดินได้ กล้ามเนื้อที่ว่าก็คือกล้ามเนื้อน่อง ซึ่งมักเป็นกล้ามเนื้อที่มีปัญหาตึงบ่อยที่สุดมัดหนึ่งในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ลองนึกดูถึงกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงอยู่แล้วเมื่อมาเจอปัญหากล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามที่ตึงแล้วรั้งมันเอาไว้ การทำงานก็จะยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก ส่วนสาเหตุสุดท้ายซึ่งมักเป็นต้นตอที่ทำให้กล้ามเนื้อน่องตึงก็คือ การเดินที่ผิดวิธี เช่น การเดินเข่าแอ่น การเดินวิธีนี้จะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อฝั่งเหยียดทำงานมากเกินไป รวมไปถึงกล้ามเนื้อน่องทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถผ่อนเข่าให้ทันกับการก้าวขาไปด้านหน้าซึ่งก็เป็นผลทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถกระดกข้อเท้าได้เช่นกัน สาเหตุทั้งหมดเหล่านี้ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมผู้ป่วยที่กระดกข้อเท้าได้แต่เวลาเดินจึงทำไม่ได้

 

 

Q: การเดินโดยการแอ่นเข่าหรือล็อกเข่าไว้ทำให้มั่นใจว่าเข่าไม่ทรุด จะมีผลดีผลเสียอย่างไร

A: การเดินปกติร่างกายของเราพยายามที่จะรักษาน้ำหนักของร่างกายไว้ที่บริเวณตรงกลางฝ่าเท้า เสมอเพื่อที่จะจัดแนวของร่างกายให้สมดุลและเป็นแนวที่ร่างกายได้เปรียบในขณะพาน้ำหนักตัวไปด้านหน้า การเดินแอ่นเข่าเพื่อไม่ให้เข่าทรุด เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวเราพบว่า แนวน้ำหนักจะตกลงบริเวณส้นเท้าและด้านข้างเท้ามากขึ้น เมื่อทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานร่างกายจะเกิดการปรับเปลี่ยนโดยกระดูกหน้าแข้งของผู้ป่วยจะ บิดหมุนทำให้น้ำหนักยิ่งตกออกด้านข้างเท้า ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเท้าตะแคงเมื่อต้องก้าวขาที่เป็นอัมพาตไปด้านหน้าทำให้ ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นคงในขณะเดิน จากประสบการณ์พบผู้ป่วยที่เดินแอ่นเข่าจนกระทั่งข้อเท้าพลิกตะแคงจำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้อย่างปลอดภัยอีกเลยหากไม่ได้รับการแก้ไข และการแอ่นเข่าทุกครั้งที่เดินเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อหลังเข่าจะถูกยืดมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่เดินเข่าแอ่นจนกระทั่งเนื้อเยื่อและเอ็นหลังเข่าถูกยืดจนหลวม ผู้ป่วยรายนี้เดินเข่าแอ่นมาเป็นระยะเวลา 7 ปีและในปีที่ 8ผู้ป่วยเริ่มเดินได้น้อยลงจนถึงปีที่ 12ผู้ป่วยต้องเดินเอาหลังพิงกำแพงเพื่อประคองตัวเอง เมื่อเราทำการตรวจดูพบว่าเส้นเอ็นหลังหัวเข่าของผู้ป่วยถูกยืดจนหลวม เมื่อยกขาผู้ป่วยขึ้นในท่านอนหงายเข่าของผู้ป่วยโค้งมาทางด้านหน้ามากกว่าปกติ ทำให้สูญเสียความมั่นคงของหัวเข่าไปโดยสิ้นเชิง อีกเหตุผลหนึ่งคือเมื่อแอ่นเข่ากล้ามเนื้อที่อยู่ด้านหน้าของเข่าจะเล็กลงเนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ใช้ กล้ามเนื้อในการยืน เดิน ทำให้ประสิทธิภาพในการเดินของผู้ป่วยยิ่งลดลงไปอีกและประการสุดท้ายการเดินเข่าแอ่นจะ ไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเขย่งข้อเท้าตึง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถกระดกข้อเท้าในขณะเดินได้ ผู้ป่วยจะใช้วิธีเหวี่ยงขาหรือยักสะโพกขึ้นซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อผู้ป่วยตึงจนไปขัดขวางการ เคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นในระยะสั้นที่ผู้ป่วยเดินแอ่นเข่ามีข้อดีเพียงอย่างเดียวคือ เข่าไม่ทรุด แต่ผลเสียที่ตามมาในระยะยาวคือผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้อย่างอิสระและปลอดภัยอีกเลยซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับญาติและตัวผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

 

 

Q: ทำไมการฟื้นตัวของแขนและมือข้างที่อ่อนแรงจึงมีน้อยหรือบางครั้งก็ไม่ฟื้นตัวเลย

A: แขนและมือของมนุษย์ถูกสร้างเป็นเครื่องมือที่ร่างกายไว้ใช้เพื่อติดต่อกับส่งแวดล้อมรอบๆตัว เพื่อช่วยในการดำรงชีวิต มันจึงเป็นอุปกรณ์สุดวิเศษที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น แม้กระทั่งลิงซึ่งมีความใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ความสลับซับซ้อนของการใช้งานนี่เองจึงเป็นสาเหตุให้เมื่อเกิดพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับมือ มันจึงมีการฟื้นตัวให้กลับมาใช้งานให้เป็นปกติได้ยากมากไม่เหมือนกับอวัยวะอื่นๆเช่น ขา เมื่อเปรียบเทียบหน้าที่การทำงานระหว่างแขน, มือและขา เราพบว่าแขนและมือมีการทำงานที่เรียกว่าการทำงานแบบละเอียด ซึ่งลักษณะในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนและมือต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อที่ละเอียดและซับซ้อนมากกว่าขา จึงทำให้การฟื้นตัวของแขนและมือในผู้ป่วยอัมพาตมีน้อยกว่าขาและช้ากว่าการฟื้นตัวของขา กล้ามเนื้อของแขนและมือเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กที่เหมาะในการใช้งานที่ต้องอาศัยความละเอียดสูง ตำแหน่งของสมองที่ใช้ควบคุมจึงต้องมีพื้นที่มากกว่าตำแหน่งที่ควบคุมขา จึงทำให้เมื่อเกิดพยาธิสภาพที่สมองแขนจึงได้รับผลกระทบมากกว่าขา อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเมื่อแขนข้างใดเป็นอัมพาต เรามักจะละเลยการใช้งานและการฟื้นฟูแขนและมือเพราะเรายังเหลือมืออีก 1 ข้าง เพื่อใช้งานแทน ยิ่งหากมือข้างที่เป็นอัมพาตเป็นมือข้างที่ผู้ป่วยไม่ถนัดด้วยแล้ว ผู้ป่วยยิ่งไม่ยอมใช้มือข้างนั้นและละเลยการใช้มือข้างนั้นไปเลย ยิ่งปล่อยไว้นานเพียงใด แขนและมือก็จะเกิดปัญหาอื่นๆตามมาเช่นปัญหาอาการตึงรั้งของกล้ามเนื้อ ข้อติดตึง กล้ามเนื้อสูญเสียสภาพของกล้ามเนื้อปกติ บางรายหากละเลยมากเข้าอาจทำให้เกิดปัญหาอาการบาดเจ็บโดยเฉพาะที่หัวไหล่ ซึ่งไม่เหมือนกับการฟื้นฟูการใช้ขา เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถเดินโดยใช้ขาเพียงข้างเดียวได้แม้ว่าการเดินนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตามแต่ผู้ป่วยก็ยังต้องพยายามใช้ขาทั้ง 2 ข้างในการเดิน ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งส่งเสริมทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้งานมือและแขนข้างที่เป็นอัมพาตได้อีกเลย

 

Q: ทำไมเท้าข้างที่อ่อนแรงมักพลิกตะแคงทำให้กลัวล้ม ควรแก้ไขอย่างไร

A: การพลิกตะแคงของข้อเท้าเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินเข่าแอ่น เนื่องจากเมื่อเดินเข่าแอ่นน้ำหนักร่างกายจะตกผ่านด้านนอกฝ่าเท้า จะทำให้ข้อเท้าและข้อต่อระหว่างกระดูกฝ่าเท้าตึงขึ้น จากการที่เข่าแอ่นนี่เองจะทำให้กล้ามเนื้อน่องเกิดอาการตึงขึ้นเช่นกัน ผลที่ตามมาภายหลังจากการที่เดินเข่าแอ่นจนน่องตึงก็คือจะทำให้เอ็นใต้ฝ่าเท้าตึงตามมา เนื่องจากเอ็นใต้ฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่องมีเนื้อเยื่อเชื่อมถึงกันอยู่ เมื่อเอ็นใต้ฝ่าเท้าและน่องตึงบวกกับการที่น้ำหนักไม่ตกอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่าเท้าแต่ไปตกอยู่ด้านนอกแทน ปัญหาถัดมาคือกระดูกหน้าแข้งของผู้ป่วยจะเกิดการบิดหมุนทำให้กระดูกโก่งออก หลังจากนั้นกระดูกส้นเท้าจะเริ่มเอียงออก กระดูกฝ่าเท้าเริ่มเกิดการบิดตัวออกด้านนอก สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดเท้าพลิกตะแคงมากยิ่งขึ้น อาการเท้าตะแคงมักเกิดเมื่อผู้ป่วยต้องการจะยกเท้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า ข้อเท้ามักตะแคงจากการถูกกระตุ้นผ่านกล้ามเนื้อที่ตึงและจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อให้เป็นปกติได้ อีกหนึ่งสาเหตุก็คือกล้ามเนื้อกลุ่มกระดกข้อเท้าด้านนิ้วก้อยทำงานไม่สมดุลกับด้านนิ้วโป้ง ทำให้ทุกครั้งที่ยกขาสูงฝ่าเท้าฝั่งนิ้วโป้งทำงานมากกว่าจึงเกิดการพลิกตะแคงของข้อเท้าเกิดขึ้น วิธีการแก้ไขในผู้ป่วยรายที่เพิ่งเริ่มมีการพลิกตะแคงก็คือต้องทำให้ผู้ป่วยใช้ร่างกายให้ถูกต้องทั้งการยืน การเดิน อย่าพยายามยืนหรือเดินโดยเข่าแอ่น และต้องทำร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อน่อง เอ็นใต้ฝ่าเท้า และช่วยยืดข้อต่อบริเวณข้อเท้าและในเท้าจะช่วยลดอาการเท้าตะแคงได้ดีขึ้น แต่ในรายที่เป็นมากนอกจากการช่วยยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการใส่เครื่องพยุงข้อเท้าหรือ brace เพื่อป้องกันการพลิกตะแคงของข้อเท้า

 

 

Q: จริงหรือไม่ที่การฟื้นตัวจะไม่มีหรือมีน้อยถ้าเป็นอัมพาตมานานเกิน 1 ปี

A: ความเข้าใจอย่างหนึ่งของบุคลากรทางการแพทย์ก็คือหากเป็นอัมพาตมานานกว่า 1 ปีผู้ป่วยจะไม่สามารถฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้กลับมาดีดังเดิมได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ปัจจุบันมีทฤษฎีที่เชื่อว่าสมองของมนุษย์มีศักยภาพในการที่จะเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาภายหลังจากเป็นอัมพาต แต่การเรียนรู้นั้นจะเกิดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีการฝึกฝนการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นักวิทยาศาสตร์พบว่าในบรรดาเซลล์สมองกว่าล้านเซลล์ เมื่อเกิดพยาธิสภาพทำให้เซลล์บางส่วนตาย เซลล์สมองที่ไม่ได้รับความเสียหายจะพยายามปรับตัวเองเพื่อทดแทนเซลล์สมองที่ตายไปเหล่านั้น ทฤษฎีนี้ก็คือ “neuronal plasticity” เมื่อเซลล์สมองพยายามปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คำพูดที่ว่า “ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตมานาน การฟื้นตัวจะไม่ดี”จะเป็นจริง เพราะหากผู้ป่วยฝึกฝนออกกำลังกายและทำกายภาพบำบัดอยู่เสมอก็จะเป็นการกระตุ้นให้สมองเกิดการเรียนรู้การทักษะการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อยากให้ทุกคนเข้าใจอย่างหนึ่งว่าในช่วง 3-6  เดือนแรกหลังจากเป็นอัมพาตเป็นช่วงที่ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วที่สุด อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของตัวสมองในส่วนที่เสียหายเองร่วมกับการเรียนรู้การเคลื่อนไหว ระยะนี้ไม่ว่าจะทำอะไรมักเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นการฟื้นฟูดูเหมือนจะช้าลงจนทำให้ผู้ป่วยและญาติถอดใจ จริงๆแล้วการฟื้นฟูหลังจากนั้นมีความสำคัญที่สุดเพราะเมื่อสิ้นสุดช่วงที่สมองฟื้นตัวขึ้นมาเอง ก็จะเข้าสู่ระยะที่มีการปรับตัวเองของเซลล์สมองส่วนที่ยังเหลืออยู่ การเคลื่อนไหว การเรียนรู้ใหม่ๆทุกอย่างมักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้หากปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่เฉยๆหรือปล่อยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวผิดๆไปตามยถากรรม เซลล์สมองส่วนนี้ก็จะพัฒนาไปตามการเรียนรู้ที่ได้รับนั้น จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวช้าลงก็เพราะประสบการณ์การเรียนรู้ผิดๆที่ผู้ป่วยได้รับนั่นเอง ขอยกตัวอย่างประกอบว่าทำไมเซลล์สมองจึงมีการพัฒนาตลอดเวลา ให้ลองนึกถึงคนปกติ หากคุณอยากที่จะเล่นกีฬาอย่างหนึ่งอาจเป็นเทนนิสหรือกอล์ฟก็ได้ ไม่ว่าวัยใดคุณก็สามารถไปเรียนตีเทนนิสหรือเล่นกอล์ฟได้ทั้งนั้น เพราะทุกครั้งที่คุณเล่นสมองจะถูกพัฒนาทักษะผ่านการเรียนรู้และประสบการณ์ที่คุณใส่ให้กับสมองนั้น ในผู้ป่วยก็เช่นกัน หากเรานำเอาทักษะการเคลื่อนไหวแบบไหนใส่ให้ผู้ป่วย ผู้ป่วยก็จะทำตามสิ่งที่ได้เรียนรู้มา หากทักษะการเคลื่อนไหวที่ได้รับถูกต้อง ผู้ป่วยก็ยังสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ นี่เป็นเรื่องจริงเพราะมีนักวิทยาศาสตร์ทางด้านระบบประสาทท่านหนึ่งลงทุนศึกษาสมองของตนเองหลังเป็นอัมพาต เขาพบว่าหากพัฒนาการเคลื่อนไหวให้ถูกวิธี สมองสามารถพัฒนาไปได้อีกถึง 7 ปีจึงเริ่มช้าลง แต่ในทางกลับกันหากทักษะการเคลื่อนไหวผิดๆถูกฝึกให้กับผู้ป่วย การฟื้นตัวเองหลังจากนั้นจะช้าลงไม่ใช่ผลจากสมองแต่เป็นสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างร่างกายและความเคยชินที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเพียงใด ทักษะการเคลื่อนไหวผิดๆจะถูกพัฒนากลายเป็นความเคยชินและยิ่งส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายมากขึ้น เมื่อนั้นหากเราจะแก้ไขปัญหาการเคลื่อนไหวก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆตามระยะเวลาดังกล่าว

 

Q: เป็นอัมพาตครึ่งซีกแล้วนานเท่าไหร่จึงจะดีขึ้น และจะมีโอกาสหายไหม

A: เซลล์สมองและเซลล์ประสาทเป็นเซลล์ชนิดพิเศษตรงที่ว่า เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บเซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่เซลล์สมองและเซลล์ประสาทอื่นๆก็ถูกทดแทนด้วยความสามารถในการปรับเปลี่ยนมาทำหน้าที่ทดแทนเซลล์ประสาทที่ตายไปแล้วได้โดยเซลล์ที่อยู่ข้างเคียง เราเรียกความสามารถนี้ว่า “neuronal plasticity” จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงสรุปได้ว่าเมื่อเกิดอัมพาตครึ่งซีกไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดสมองหรือจากอุบัติเหตุก็ตาม เซลล์สมองที่เสียหายไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาดังเดิมได้ฉะนั้นผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจึงไม่อาจหายกลับเป็นปกติ 100 เปอร์เซนต์ได้ แต่จากคุณสมบัติที่ถูกทดแทนด้วยเซลล์ที่เหลืออยู่สามารถปรับตัวมาทำงานทดแทนได้ ดังนั้นผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจึงสามารถฟื้นฟูตนเองให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุดหรือสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสมองที่เสียหายและความตั้งใจ ความขยันในการฝึกฝนฟื้นฟูทักษะการเคลื่อนไหวของตนเอง ทักษะการเคลื่อนไหวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองแต่เกิดจากการฝึกฝนเท่านั้น สมองของเราไม่สามารถสั่งให้เกิดการเคลื่อนไหวได้หากไม่เคยถูกฝึกฝนให้เกิดการเรียนรู้มาก่อน เซลล์ประสาทที่เปลี่ยนมาทำหน้าที่แทนก็เช่นกัน หากไม่ได้รับการเรียนรู้ฝึกฝนก็ไม่อาจทำหน้าที่ได้ แต่สมองเราไม่เคยรู้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นหากผู้ป่วยได้รับการฝึกฝนที่ไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยก็จะเคยชินกับสิ่งนั้นจนกลายเป็นนิสัยใหม่ของผู้ป่วยไป เช่นเดียวกับการฝึกสิ่งที่ถูกต้อง ผู้ป่วยที่จะพัฒนาการเคลื่อนไหวของตนให้ดีนอกจากจะต้องฝึกฝนอย่างถูกต้องแล้ว ความตั้งใจก็เป็นสิ่งจำเป็น ในระยะแรกผู้ป่วยไม่สามารถจดจำทักษะใหม่ที่ถูกฝึกได้จึงจำเป็นต้องทำซ้ำๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อผู้ป่วยเริ่มเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นทักษะนั้นก็จะถูกฝังลงไปเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราเรียกว่า"การเคลื่อนไหวที่เป็นอัตโนมัติ” หมายถึงการเคลื่อนไหวที่ผู้ป่วยทำได้เองโดยไม่ต้องจดจ่อกับการเคลื่อนไหวนั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการฟื้นฟู ระยะเวลาในการฟื้นตัวกลับมาขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ เราไม่สามารถกำหนดเป็นระยะเวลาที่แน่นอนได้ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง ผู้ป่วยที่เพิ่งเป็นใหม่ๆและได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องย่อมฟื้นฟูได้เร็วกว่าผู้ป่วยที่ฝึกฝนผิดๆมาเป็นเวลานานความรุนแรงของอาการและปัญหาสุขภาพดั้งเดิมก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ผู้ป่วยสัมผัสได้คือ ผู้ป่วยจะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมต่างๆได้ดีขึ้น จนท้ายที่สุดผู้ป่วยจะสามารถเป็นอิสระสามารถใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งพาหรือพึ่งหาผู้อื่นน้อยที่สุด

 

Q: รถเข็นแบบไหนที่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก

A: รถเข็นจัดเป็นอุปกรณ์จำเป็นในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ในรายที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือรายที่ยังแข็งแรงไม่พอที่จะเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อจำเป็นต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ ดังนั้นญาติจำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อรถเข็นให้แก่ผู้ป่วย โดยวิธีการเลือกรถเข็นจะต้องเลือกขนาดที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยเมื่อผู้ป่วยนั่งอยู่บนรถเข็นจะต้องมีพื้นที่ระหว่างตัวผู้ป่วยกับที่วางแขนอย่างน้อยด้านละ1-2 นิ้ว ขอบที่นั่งด้านหน้าจะต้องอยู่ห่างจากด้านหลังหัวเข่าอย่างน้อย 1 นิ้วเพื่อป้องกันการกดเส้นเลือดเส้นประสาทบริเวณนั้น รถเข็นควรจะเป็นชนิดที่สามารถถอดที่วางเท้าได้ เพื่อสะดวกในการตีวงเลี้ยวในที่แคบและเพื่อเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วย ที่วางแขนก็ควรเลือกชนิดที่ถอดออกได้เช่นกันเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เบาะรองนั่งของรถเข็นไม่ควรเลือกชนิดที่นิ่มจนเกินไปเพราะจะทำให้ตัวของผู้ป่วยจมลงไปในเบาะ ซึ่งหากผู้ป่วยต้องนั่งรถเข็นนานๆเบาะที่นิ่มเกินไปนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีท่านั่งที่ไม่ดี ทำให้กล้ามเนื้อผู้ป่วยตึงได้ง่าย หากไม่สามารถเลือกได้จริงๆควรหาเบาะที่เนื้อแน่นรองบริเวณที่นั่งและพนักพิงเพื่อช่วยจัดตัวผู้ป่วยให้นั่งอย่างถูกต้อง เบาะรองนั่งรถเข็นควรเป็นชนิดที่ซักหรือทำความสะอาดได้ง่าย และหมั่นทำความสะอาดเพื่อป้องกันเชื้อราและการสะสมของเชื้อโรค น้ำหนักของรถเข็นควรเลือกชนิดที่มีน้ำหนักเบาและพับเก็บได้เพื่อสะดวกในการยกเคลื่อนย้ายใส่รถยนต์เพื่อในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องออกจากบ้านไปทำธุระ การปรับรถเข็นควรดูว่าขนาดความสูงสัมพันธ์กับผู้ป่วยหรือไม่โดยความสูงของที่วางเท้าจะต้องพอเหมาะที่ไม่ทำให้หัวเข่าของผู้ป่วยอยู่สูงกว่าสะโพก เพราะจะทำให้ผู้ป่วยจมลงไปในเบาะรถเข็น ที่วางแขนเมื่อผู้ป่วยวางแขนจะต้องไม่ทำให้หัวไหล่ของผู้ป่วยยกสูงอยู่ในลักษณะยักไหล่ ขนาดของที่วางเท้าต้องพอดีกับเท้าของผู้ป่วยไม่เล็กจนเกินไป สิ่งเหล่านี้คือข้อพิจารณาเบื้องต้นในการเลือกซื้อรถเข็นสำหรับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

 

 

Q: การปั่นจักรยานจะช่วยทำให้ขาแข็งแรงขึ้นหรือไม่

A: เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของขาในการปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายขากับกิจกรรมการเดินในชีวิตประจำวัน ทั้งสองกิจกรรมมีการใช้งานกล้ามเนื้อและรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ต่างกัน แม้ว่าการปั่นจักรยานจะทำให้กล้ามเนื้อขาบางส่วนแข็งแรงขึ้นแต่ยังไม่ดีพอที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้เป็นปกติ จักรยานเพื่อใช้ในการออกกำลังกายมักเป็นเครื่องออกกำลังกายที่เพิ่มน้ำหนักแรงต้านได้ หากผู้ป่วยได้รับแรงต้านที่มากเกินไปไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยก็จะไปกระตุ้นอาการเกร็งในผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยต้องพยายามออกแรงถีบเพื่อสู้กับแรงต้านนั้น และเราไม่อาจวัดได้ว่าผู้ป่วยใช้แรงจากขาข้างที่อ่อนแรงเพราะบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยใช้แรงจากขาข้างดีในการปั่น หากมองจากรูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อการปั่นจักรยานและการเดินกล้ามเนื้อที่ใช้ต่างกัน การปั่นจักรยานจึงไม่อาจเทียบกับการออกกำลังกายขาที่ผู้ป่วยต้องลงน้ำหนักบนขาตนเองเพื่อออกกำลังกายขา แต่ใช่ว่าจักรยานจะไม่มีข้อดีเพราะในการปั่นแบบไม่มีแรงต้าน การปั่นแบบนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีการขยับขาของตนเองซึ่งช่วยรักษาช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อในระดับหนึ่ง แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในการปั่นจักรยานชนิดที่มีแรงต้านคือช่วยเพิ่มความแข็งแรงของปอดและหัวใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกนอกจากจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวแล้ว ความทนทานของปอดและหัวใจก็จะลดลงส่งผลให้ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยง่าย ไม่ว่าจะในขณะออกกำลังกาย ขณะเดินหรือขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน การปั่นจักรยานมีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานของปอดและหัวใจ โดยการออกกำลังกายที่แนะนำโดยใช้จักรยานเป็นหลักก็คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก โดยต้องคำนึงถึงอาการของผู้ป่วย อายุ และพื้นฐานสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก ก่อนออกกำลังต้องคำนึงถึงอัตราการเต้นหัวใจเพื่อให้ทราบถึงสภาวะของผู้ป่วยในขณะนั้น ไม่ควรปล่อยผู้ป่วยทิ้งไว้เพียงลำพังเพราะอาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้ สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมจะขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วยเป็นสำคัญแต่อาจทำได้ถึง 30-45 นาทีหากผู้ป่วยแข็งแรงพอ

 

 

Q: การปั่นจักรยานมือจะช่วยให้มือและแขนแข็งแรงจนสามารถหยิบจับสิ่งของได้จริงหรือไม่

A: มือของมนุษย์เป็นอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อนในการใช้งานที่สุด เพราะมือเป็นอวัยวะที่ใช้งานในด้านที่ต้องการความละเอียด จึงต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อในมือค่อนข้างมาก และยังต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาอีกด้วย ดังนั้นการปั่นจักรยานมือโดยหวังว่าจะทำให้มือแข็งแรงขึ้นเพื่อหยิบจับสิ่งของได้นั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ แขนและมือเป็นอวัยวะที่ตึงหรือเกร็งง่ายมาก หากผู้ป่วยต้องใช้ความพยายามในการเคลื่อนไหวหรือต้องออกแรงเยอะในกรณีที่ตั้งใจให้มีแรงต้าน มือและแขนจะเกร็งมากจนไปรบกวนการเคลื่อนไหวทำให้เคลื่อนไหวลำบาก การปั่นจักรยานแขนไม่สามารถรับรองได้ว่ามือข้างที่เป็นอัมพาตถูกกระตุ้นให้ทำงานหรือไม่ ผู้ป่วยอาจใช้มือข้างที่ดีช่วยปั่นจนทำให้ดูเหมือนว่าผู้ป่วยใช้แขนข้างที่เป็นอัมพาต รูปแบบการเคลื่อนไหวหรือการทำงานก็ไม่ตรงกับลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้กล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นจริงจากการปั่นจักรยานแต่ก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะไม่มีกิจวัตรประจำวันใดที่ต้องใช้งานโดยหมุนแขนไปด้านหน้าซ้ำๆไปมา การฝึกออกกำลังแขนและมือที่ดีและได้ผลนั้น ต้องคำนึงถึงรูปแบบการใช้งานในกิจวัตรประจำวันเป็นหลักว่ามือและแขนมีการทำงานในแต่ละกิจกรรมอย่างไรบ้าง มีการเคลื่อนไหวเช่นไร ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และต้องคำนึงถึงอาการเกร็งของมือด้วยโดยไม่ควรฝึกให้ผู้ป่วยใช้ความพยายามในการใช้งานแขนและมือโดยการกำมือและพยายามยกแขนสูงๆ เพราะผู้ป่วยจะติดรูปแบบการทำงานนั้นและจะเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและเอ็นในมือของผู้ป่วยหดสั้นได้ง่าย การฝึกควรให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมง่ายๆและเป็นกิจกรรมพื้นฐานของแขนและมือก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระดับที่ยากขึ้น ควรฝึกให้รู้จักการเปิดและการคลายมือมากกว่าการกำมือ เพราะผู้ป่วยมักมีปัญหาในการเปิดมือมากกว่าการหยิบจับ หากผู้ป่วยออกแรงมากเกินไปก็ควรฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะควบคุมแรงนั้น กิจกรรมที่มือต้องใช้แรงในการกำมือเยอะมากๆมีอยู่ไม่กี่ชนิดเมื่อเทียบกับกิจกรรมโดยส่วนใหญ่ของมือและแขนที่มักเป็นงานละเอียดที่ต้องอาศัยการควบคุมและความแม่นยำเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการปั่นจักรยานมือไม่อาจช่วยให้ผู้ป่วยใช้งานแขนและมือได้หากไม่ฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ทักษะการใช้มือและแขนผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

 

 

Q: ทำไมคนที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกเวลาเดินแขนจะงอ

A: ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจะมีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติขึ้น อาการงอของแขนในผู้ป่วยอัมพาตในขณะเดินก็เช่นกัน อาการนี้มีสาเหตุมาจากการเดินที่ไม่ถูกต้องของผู้ป่วยทั้งการลงน้ำหนักที่ไม่ดี การเดินเข่าแอ่นการพยายามจะยกหรือเหวี่ยงขาข้างที่อ่อนแรงไปด้านหน้า หรือเมื่อผู้ป่วยเซ กล้ามเนื้อของผู้ป่วยข้างที่เป็นอัมพาตมักจะไวต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นเป็นพิเศษ สังเกตได้จากเมื่อเจอความเย็นหรือหาวแขนจะงอขึ้นมาโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ คราวนี้เมื่อทำการเคลื่อนไหวที่มากเกินไปแขนก็จะถูกกระตุ้นได้ง่ายเช่นกัน เหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากร่างกายของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานทั้ง 2 ซีกเท่าๆกันโดยเฉพาะการเดิน ยืน เมื่อเป็นอัมพาตแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะใช้งานร่างกายเพียงซีกเดียวจะมีมากขึ้นอันเนื่องจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและความกลัวของผู้ป่วย กล้ามเนื้อลำตัว แขนและขาข้างปกติจะต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อพยายามทรงท่าร่างกายให้อยู่ได้ ผลที่ตามมาก็คือเกิดการทำงานแบบ overload ต่อร่างกายซีกปกติ เสมือนกับการที่คนปกติต้องออกแรงเพื่อที่จะยกหรือดันสิ่งของที่มีน้ำหนักมากๆ จะเห็นว่าร่างกายจะต้องระดมกำลังกล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อที่จะยกหรือดันของนั้นๆ แม้ว่ากล้ามเนื้อบางมัดจะไม่เกี่ยวข้องเลยก็ตาม เช่นบางคนขมวดคิ้วหรือกัดฟัน ในผู้ป่วยอัมพาตก็เช่นกัน การที่กล้ามเนื้อข้างปกติทำงาน overload จากการรับน้ำหนักที่ไม่เท่ากันหรือพยายามรักษาสมดุลของร่างกายเมื่อเซจะล้ม รวมถึงความพยายามที่จะยกขาข้างที่เป็นอัมพาตเพื่อก้าวไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในร่างกายซีกที่เป็นอัมพาต ส่งผลให้เกิดการเกร็งของแขน ขาทำให้แขนงอขณะเดินหรือขณะทำกิจกรรมอื่นๆ อันเป็นผลมาจากความบกพร่องในการควบคุมกล้ามเนื้อข้างที่เป็นอัมพาตนั้น วิธีการแก้ปัญหาก็คือ ต้องพยายามให้ผู้ป่วยเรียนรู้การใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างเท่าๆกัน รวมถึงการฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยใช้กล้ามเนื้ออย่างผิดวิธีที่จะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อข้างที่เป็นอัมพาตเกร็งขึ้นมาได้

 

 

Q : จะทำอย่างไรเมื่อญาติหรือคนรู้จักป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก

A : อัมพาตครึ่งซีกอันเกิดจากทั้งโรคหลอดเลือดสมองและอุบัติเหตุเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้แก่ตัวผู้ป่วยและญาติ ครอบครัวใดที่มีผู้ป่วยประเภทนี้อยู่จะกลายเป็นความโกลาหลแก่ครอบครัวนั้น หลายๆ ครอบครัวสมาชิกในบ้านต้องปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น ต้องเป็นผู้นำครอบครัว ต้องหารายได้แทนสามี ต้องดูแลธุระในบ้านทั้งหมดแทนภรรยา ไหนจะต้องดูแลผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้สร้างความเครียดให้กับผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่ครอบครัวต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกคือ “สติ” เพื่อตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ สิ่งถัดมาก็คือวางแผนการทุกอย่างให้เป็นระบบ ในระยะแรกผู้ป่วยต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการสร้างกำลังใจ อย่าพยายามแสดงออกถึงความวิตกกังวลต่อหน้าผู้ป่วย ต้องพยายามประคับประคองจิตใจผู้ป่วยให้ผ่านพ้นไปให้ได้ กิจกรรมใดๆ ที่ครอบครัวทำต้องพยายามให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ผู้ป่วยจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่าและเป็นภาระแก่ผู้อื่น อันดับถัดมาครอบครัวจะต้องหาสิ่งของอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย เช่น รถเข็น แต่ไม่แนะนำให้ใช้เตียงของโรงพยาบาลเพราะจะเป็นการขัดขวางการฟื้นตัวของผู้ป่วย เพราะเตียงของโรงพยาบาลเหมาะสมสำหรับใช้ในโรงพยาบาลด้วยขนาดเตียงที่แคบและมีความสูงจากพื้นทำให้คนดูแลไม่ลำบากในการเช็ดตัว แต่สร้างความลำบากให้แก่ผู้ป่วยในการเคลื่อนย้ายตัวเอง ควรจัดหาห้องไว้ที่ชั้นล่างเพื่อไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นลงบันไดและห้องนอนต้องกว้างพอที่จะเข็นรถเข็นไว้ข้างเตียงได้ แต่หากผู้ป่วยแข็งแรงดีพอและต้องการขึ้นชั้น 2 ก็ทำราวบันได้เพิ่มไว้ทั้ง 2 ข้างของบันได หรืออาจใช้เป็นเก้าอี้เลื่อนไฟฟ้าก็ได้ มีการปรับปรุงห้องน้ำในกรณีที่ต้องใช้รถเข็นก็ต้องทำให้ประตูห้องน้ำใหญ่พอที่รถเข็นจะเข้าไปได้ และห้องน้ำต้องกว้างพอที่รถเข็นจะหมุนได้ ควรติดราวไว้ในห้องน้ำเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้มือเกาะราวเคลื่อนย้ายตัวได้ ชักโครกต้องเป็นแบบนั่งเท่านั้นและมีการติดราวไว้ข้างชักโครก ในส่วนของที่อาบน้ำอาจหาเก้าอี้หรือทำที่นั่งอาบน้ำสำหรับผู้ป่วย กระเบื้องต้องไม่ลื่นหรืออาจใช้แผ่นรองกันลื่นแทนได้ บริเวณหน้าบ้านหากเป็นพื้นที่ต่างระดับก็ควรทำเป็นทางลาดสำหรับเข็นรถเข็นหรืออาจติดราวบันได้เพิ่มไว้ที่หน้าบ้านเพื่อให้ผู้ป่วยจับ ในตัวบ้านต้องมีพื้นที่ว่างไว้สำหรับให้ผู้ป่วยฝึกฝนการออกกำลัง เก้าอี้ควรเป็นเก้าอี้มีพนักพิงและมีที่สำหรับท้าวแขน ไม่ควรให้ผู้ป่วยลงนั่งหรือนอนที่พื้นเพราะยากลำบากแก่การเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยควรจะต้องใส่รองเท้าอยู่ในบ้าน รองเท้าที่สวมใส่ต้องไม่ลื่นและควรเป็นรองเท้าหุ้มส้นที่มีสายเชื่อมระหว่างส้นเท้าและหน้าเท้า อาจหารองเท้าไว้ใส่ในบ้านโดยเฉพาะอีก 1 คู่ พยายามกระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวโดยการทำกายภาพบำบัดและหมั่นออกกำลังกายที่บ้านร่วมกับการไปทำกายภาพบำบัด ญาติของผู้ป่วยต้องคอยให้กำลังใจไปพร้อมๆ  กับการฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย อย่าทิ้งไว้ให้เป็นภาระแก่ใครคนใดคนหนึ่งเพราะงานดูแลผู้ป่วยเป็นงานหนักและเครียด หากโยนให้เป็นภาระแก่ใครโดยเฉพาะอาจสร้างความเครียดให้แก่ทั้งผู้ป่วยและคนดูแล หรือหากมีคนดูแลจากศูนย์ ญาติก็อย่าโยนให้เป็นงานของคนดูแลทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรกำลังใจที่ดีที่สุดก็คือคนในครอบครัวนั่นเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยโดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะอัมพาตจากหลอดเลือดสมองมีโอกาสที่จะเป็นได้มากกว่า 1 ครั้ง และทุกครั้งที่เป็นซ้ำอาการจะยิ่งแย่ลง การฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูร่างกายจะยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีกหากผู้ป่วยยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

สิ่งเหล่านี้คือแนวทางการปฏิบัติเมื่อมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคอัมพาตครึ่งซีก เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุดและให้สมาชิกของครอบครัวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นปกติให้มากที่สุด

Visitors: 525,636