ผู้ป่วยทางระบบบประสาท ผู้ที่เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง













ผู้ป่วยทางระบบประสาท ผู้ที่เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง

 

การฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางโรคระบบประสาท ได้แก่การฟื้นฟู

     - ผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ 

     - ผู้ที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ 

     - โรคพาคินซัน ( Parkinson) 

     - ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว 

เป้าหมายของการทำกายภาพบำบัดคือ

     - ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาพที่สามารถช่วยตนเอง 

คลินิกฯ ของเราทำงานร่วมกับญาติและผู้ป่วยในการกำหนดเป้าหมายและวางแผนการรักษา เพื่อให้มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง

 

การรักษาทางกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางระบบประสาท

 

 กระบวนการในการรักษาทางกายภาพบำบัดมี ดังนี้

1.การป้องกันข้อติดและการหดสั้นของกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่อต่างๆ

 จะต้องทำตั้งแต่ ระยะแรก โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง เอ็นร้อยหวาย ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และนิ้ว มือ รวมทั้งกล้ามเนื้อรอบสะบัก 

หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องในระยะเริ่มแรก จะทำให้ข้อติดและกล้ามเนื้อเหล่านี้หดสั้นได้ง่าย ทำให้ไหล่เจ็บ และโอกาสที่จะฟื้นฟูการ ใช้ มือและแขนจะลดน้อยลง การหดสั้นของกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย จะ ทำให้การเดินผิดปกติ และทำให้กล้ามเนื้อมีอาการเกร็งมากขึ้น

2.การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

       - ต้องมีลำดับขั้นตอนว่าควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อมัดใดก่อน กล้ามเนื้อมัดใดควรฝึกทีหลัง 

       - ไม่ควรให้ผู้ป่วยใช้ความพยายามในการออกกำลังกายมากเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการ

          เกร็งมากขึ้น

3.การฝึกการทรงท่าและการฝึกการทรงตัว

การทรงท่า คือการจัดให้ร่างกายอยู่ในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ที่ถูกต้อง และมีความสมดุยล์ (balance) ในท่านั้น เป็นรากฐานของการเคลื่อนไหว หากการทรงท่าไม่ถูกต้อง และทรงตัวไม่ได้ ผู้ปวยจะไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้ตามต้องการ และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หกล้มได้ง่าย การฝึกนี้จะต้องรวมไปถึงการฝึกให้ร่างกายมีการตอบสนองที่ถูกต้อง เมื่อมีการสูญเสียการทรงตัว เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการหกล้ม

4.การฝึกเดิน

       - จะต้องฝึกให้ผู้ป่วยมีท่าเดินที่ปกติให้มากที่สุด 

       - ท่าเดินที่ผิดปกติ เช่น การเดินเข่าแอ่น การเหวี่ยงกางขาไปด้านข้าง การเดินเอียงไปด้านที่แข็งแรง สิ่งเหล่านี้ หากไม่แก้ไข จะทำให้เกิดปัญหาติดตามมา เช่น เข่าเจ็บ เข่าเสื่อมเร็วกว่าที่ควร อาการเกร็งของแขนและขาเพิ่มขึ้น ทำให้จำกัดการเคลื่อนไหว  

        - การเร่งให้ผู้ป่วยเดินทั้งที่ยังไม่พร้อม หรือไม่แก้ไขรูปแบบของการเดินให้ถูกต้องจะทำให้เกิดปัญหาติดตามมาภายหลัง 

5.การฝึกการใช้แขนและมือ

ควรฝึกตั้งแต่เริ่มแรกจะทำให้มีโอกาสพัฒนาการใช้มือและแขนเพิ่มมากขึ้น หากละเลยการฝึกตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้โอกาสที่จะใช้มือและแขนสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย และจะมีปัญหาติดตามมา เช่น ไหล่เจ็บ ข้อติด เอ็นหดสั้น สมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของแขนและมือจะไม่พัฒนา

6.การฝึกความสัมพันธ์ในการทำงานของลำตัว แขนและขา

 การเดิน การยื่นมือไปหยิบสิ่งของนั้น ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเฉพาะที่แขนและขาอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการใช้กล้ามเนื้อทั้งตัวในการทำงาน ดังนั้น กล้ามเนื้อแต่ละส่วนของร่างกายจะต้องทำงานสัมพันธ์กัน ทั้งในแง่ของทิศทางของการเคลื่อนไหว การออกแรงของกล้ามเนื้อ ลำดับขั้นตอนและความเร็วของแต่ละส่วนของร่างกาย 

7.การฝึกให้เกิดความทนทานในการทำงาน

ร่างกายต้องการความทนทานของกล้ามเนื้อในการทำงาน (Muscle Endurance) และความสามารถในการทำงานได้นานๆ เช่น การเดินได้ไกลๆ หรือสามารถยืนได้นานพอที่จะล้างหน้า แปรงฟัน (Cardiovascular Endurance) ดังนั้น การฟื้นฟูทักษะการเคลื่อนไหว จะต้องมีการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะผู้ที่เป็นอัมพาตความทนทานในการทำงานจะลดลงไปมาก

8.การฝึกให้สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ในระยะแรก จะฝึกเฉพาะส่วน เช่น การฝึกยืนทรงตัว การฝึกนั่ง การฝึกเดิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการผสมผสานกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมด้วยเมื่อมีโอกาส เช่น เมื่อผู้ป่วยฝึกยืน และมีการทรงตัวที่ดีขึ้น ก็ให้เริ่มยืนแปรงฟัน ใช้มือเช็ดหน้า หวีผม ล้างจาน เดินไปห้องน้ำ ขึ้น ลงรถ ดังนั้น การรักษาทางกายภาพบำบัดต้องฝึกฝนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยนำการฝึกเหล่านี้ไปใช้ ในชีวิตประจำวัน

9.การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า

 การกระตุ้นไฟฟ้าจะต้องทำให้เกิดกิจกรรมการเคลื่อนไหว (Functional Electrical Stimulation) โดยนักกายภาพบำบัดต้องกระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกบังคับกล้ามเนื้อไปพร้อมๆกันกับการการะตุ้นไฟฟ้า เช่น 

    - การกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้กระดกข้อเท้า อาจทำในท่ายืนเมื่อมีกระแสไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยยกขาไปข้างหน้า พร้อมกับกระดกข้อเท้าขึ้น

    - กระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดมือออกเพื่อปล่อยสิ่งของจากมือ ให้ผู้ป่วยกำสิ่งของเช่นแก้วน้ำไว้ในมือ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าให้ผู้ป่วยปล่อยแก้วน้ำจากมือ

 การกระตุ้นแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที มักทำในรายที่ไม่มีการทำงานของกล้ามเนื้อเลย 

 

ลำดับขั้นตอนในการฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหว

 

      - ต้องฝึกควบคุมจากส่วนของลำตัวก่อน 

      -  ฝึกการควบคุมสะบัก สะโพก 

      - แล้วจึงฝึกฝนให้สามารถควบคุมส่วนปลายในภายหลัง

      - ลำดับขั้นตอนของกิจกรรมการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยควรมีการทรงตัวในท่านั่งได้ก่อนจึงจะฝึกการทรงตัวในท่ายืนและเดิน เพราะการทำกิจกรรมที่เกินความสามารถของผู้ป่วยจะทำให้เกิดอาการเกร็งมากขึ้น ทำให้แขนขาอยู่ในท่าผิดปกติมากขึ้น

 

การวางแผนโปรแกรมการฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหว

 

การฝึกฝนเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมงกับนักกายภาพบำบัดหรือฝึกออกกำลังกายที่บ้านในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นไม่พอเพียง ดังนั้นการรักษาและฟื้นฟูที่บ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ญาติควรกระตุ้นและช่วยให้ผู้ป่วยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวนั้นในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด 



Visitors: 536,299